ดีเซลโลกเดือด! ไม่ใช่น้ำมันดิบขาด แต่ “โรงกลั่น” หาย 5.3 ล้านบาร์เรล/วัน
วิกฤตพลังงานรอบนี้อาจไม่ได้เริ่มจาก “น้ำมันดิบขาด” แต่เกิดจากกำลังการกลั่นที่หายไป ดันราคาดีเซลพุ่งและส่งผ่านต้นทุนสู่ทั้งระบบเศรษฐกิจ
วิกฤตดีเซลโลกพุ่งประวัติการณ์ : สมรภูมิเดือดสะเทือนราคาพลังงาน ความเสี่ยงปลายปีของไทย และแผนพยุงชีพของมหาอำนาจ
โลกกำลังเผชิญกับการจัดระเบียบราคาพลังงานครั้งใหม่ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังไม่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะ "น้ำมันดีเซล" ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก กลับทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างรุนแรง
สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อในสองสมรภูมิใหญ่ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก
วิกฤตดีเซลโลกพุ่งนิวไฮ : "ภาษีแฝง" ที่ลามสู่ทุกภาคเศรษฐกิจ
ขณะนี้ราคาดีเซลขายปลีกในสหรัฐอเมริกาปรับตัวขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ โดยผู้ประกอบการรถบรรทุกต้องจ่ายค่าน้ำมันดีเซลเฉลี่ยสูงถึง 5.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 60% จากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.71 ดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ในรัฐแคลีฟอร์เนียซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ราคาดีเซลพุ่งสูงถึง 7.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชี้ว่า น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักที่แฝงตัวอยู่ในทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมหาภาค ทั้งการขนส่ง โลจิสติกส์ ระบบทำความร้อน ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม. ต้นทุนดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้นจึงเปรียบเสมือน "ภาษีแฝง" ที่จะถูกผลักภาระส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในขั้นสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อโลก
สมรภูมิเดือดทำพิษ : กำลังการกลั่นทั่วโลกหายวับ 5.3 ล้านบาร์เรล/วัน
ต้นตอของวิกฤตราคาน้ำมันสำเร็จรูปครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำมันดิบขาดแคลน แต่เกิดจาก "กำลังการกลั่นน้ำมันที่สูญหายไปพร้อมกันในหลายพื้นที่ทั่วโลก"
วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน : ยูเครนได้เดินหน้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียต้องประกาศระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ ซึ่งกระทบต่ออุปทานดีเซลในตลาดโลกทันทีราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน
วิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่านในตะวันออกกลาง : ความตึงเครียดทางทหารทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน 3 ลำ เพื่อตอบโต้กรณีอิหร่านโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านเตรียมตอบโต้ด้วยการขีดเส้นทางเดินเรือใหม่นอกช่องแคบฮอร์มุส (Exclusion Zone) ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุสซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบต่ออุปทานดีเซลถึง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การโจมตีโรงกลั่นในซาอุดีอาระเบีย : การประกาศโจมตีโรงกลั่นจีซาน (Jizan) โดยกลุ่มฮูตีก่อนหน้านี้ ซ้ำเติมให้กำลังการผลิตดีเซลหายไปอีก 200,000 บาร์เรลต่อวัน
ภาพรวมความปั่นป่วนเหล่านี้ทำให้ กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกสูญหายไปประมาณ 5.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดีเซลราว 8% ของความต้องการใช้ทั่วโลก (จากความต้องการใช้ทั้งหมดประมาณ 28 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจภายในของอิหร่านอย่างหนักหนาสาหัส เนื่องจากเผชิญกับมาตรการปิดเส้นทางส่งออกทางทะเล (Naval Blockade) และการคว่ำบาตรสองชั้น (Secondary Sanction) ของสหรัฐฯ ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อของอิหร่านพุ่งทะยานสูงถึง 62.2% โดยเฉพาะเงินเฟ้อในหมวดอาหารที่สูงถึง 99% และตลาดแรงงานต้องสูญเสียตำแหน่งงานไปกว่า 1 ล้านตำแหน่ง
ถอดรหัสทัศนะ "ภาณุรัช ดำรงไทย" : ความเสี่ยงปลายปีและทิศทางพลังงานไทย
คุณภาณุรัช ดำรงไทย ประธานคณะทำงานรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงานฯ กระทรวงพลังงาน ได้ให้มุมมองวิเคราะห์ที่สำคัญเกี่ยวกับกลไกราคาและความเสี่ยงด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนี้
ความต่างของราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันกลั่น ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังเคลื่อนไหวต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 92-97 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปพุ่งสูงขึ้นไปถึง 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าการกลั่น (Crack Spread) ของดีเซลขยับขึ้นสูงถึง 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยปกติที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นอย่างมาก ปัญหานี้จึงเป็นเรื่องของ "ความตึงตัวในอุตสาหกรรมโรงกลั่น" ไม่ใช่น้ำมันดิบล้นตลาด
ปัจจัยเสี่ยงบีบคั้นช่วงปลายปี
ช่วงปลายปีจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดพลังงานตึงตัวและน่ากังวลที่สุดจากปัจจัยฤดูกาล (Seasonal)
1. ความต้องการใช้ดีเซลในเอเชียพุ่งสูง : ในช่วงปลายปีที่เป็นฤดูเก็บเกี่ยวและฝนหยุดตก กิจกรรมการขนส่งพืชผลทางการเกษตรจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ความต้องการใช้ดีเซลในไทยและเอเชียพุ่งสูงขึ้นตาม
2. ความต้องการพลังงานในยุโรปพุ่งสูง : ยุโรปจะก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งจะผลักดันความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อทำความร้อน
3. คลังสำรองพลังงานของชาติมหาอำนาจร่อยหรอ : สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ดึงน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Petroleum Reserve) ออกมาใช้ควบคุมราคาในช่วงหลายเดือนก่อนหน้าจนปริมาณลดลงเกือบติดก้นคลังแล้ว
แนวทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย
- โครงสร้างราคาดีเซลในไทย : หากเทียบกับต่างประเทศ ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยควรจะปรับตัวสูงกว่าที่เป็นอยู่แล้ว แต่ได้รับการช่วยเหลือดูแลโครงสร้างราคาไว้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยมีสถานะติดลบไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท
- มาตรการจำกัดการส่งออก : คณะทำงานฯ กำลังเฝ้าติดตามระดับน้ำมันคงเหลือในคลังเก็บน้ำมัน (Tank Farm) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่า ประเทศไทยจะยังไม่มีการส่งออกน้ำมันดีเซล เว้นแต่กรณีที่น้ำมันล้นคลังจนโรงกลั่นไม่สามารถดำเนินการผลิตต่อไปได้ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณี
- การอุดหนุนแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย : รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงการลดราคาน้ำมันดีเซลเป็นการทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้รถหรูที่เติมดีเซลได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนโดยไม่จำเป็น แต่จะมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น ภาคการขนส่งสาธารณะและการขนส่งสินค้า
- การเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน : รัฐบาลจัดสรรมาตรการงบประมาณขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานมูลค่า 200,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงโครงสร้างระบบโซลาร์เซลล์และพลังงานสะอาด เพื่อเป็นทางเลือกในการประหยัดต้นทุนระยะยาวแก่ประชาชน
- ผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า : อัตราค่าไฟฟ้ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับราคาก๊าซ LNG ซึ่งตามปกติแล้วเมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ค่าก๊าซ LNG และค่าไฟก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยในฐานะผลกระทบทางอ้อม
โอเปกพลัส (OPEC+) คงกำลังการผลิต ยืนหยัดนโยบายเดิม
ท่ามกลางวิกฤตราคาที่พุ่งสูง กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและพันธมิตร หรือ OPEC+ มีมติร่วมกันในการประชุมรอบล่าสุดที่จะ "คงนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนตุลาคมไว้ตามเดิม" โดยไม่มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อช่วยคลายความตึงตัวของตลาด
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปัจจุบัน OPEC+ มีบทบาทจำกัดในการควบคุมราคาและส่วนแบ่งการตลาดพลังงานสำเร็จรูป เนื่องจากข้อตกลงและโควตาของกลุ่มนั้นเน้นไปที่การควบคุม "น้ำมันดิบ" ไม่ใช่น้ำมันกลั่นสำเร็จรูป นอกจากนี้ น้ำมันสำรองที่พร้อมขุดเจาะขึ้นมาใช้งานได้ทันทีส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งกำลังเกิดสงคราม การจะเปิดปากหลุมผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำได้ยาก. ทางกลุ่มจึงเริ่มหันไปมุ่งเน้นการทบทวนและกำหนดฐานการผลิตเพื่อจัดสรรโควตาใหม่สำหรับปี 2027 แทน
จีนอัดฉีดด่วน 5.7 หมื่นล้านหยวน : พยุงระบบการเงินรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว
ในขณะที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน ฟากฝั่งเศรษฐกิจของประเทศจีนกำลังประสบปัญหาภายในประเทศที่ท้าทาย โดยเฉพาะกำลังซื้อและอัตราการบริโภคของประชาชนที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน.
เพื่อเสริมสร้างฐานเงินทุนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ กระทรวงการคลังของจีนได้ประกาศ อัดฉีดเงินทุนรวมมูลค่าสูงถึง 57,000 ล้านหยวน ให้แก่ 3 บริษัทประกันภัยรายใหญ่ที่สุดของประเทศเพื่อพยุงฐานะทางการเงินและเสริมความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
โดยการอัดฉีดเงินทุนมหาศาลครั้งนี้ของรัฐบาลจีน ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกตั้งข้อสังเกตว่า ระบบการเงินของจีนอาจกำลังส่งสัญญาณปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือรัฐบาลจีนกำลังตรวจพบความเสี่ยงตึงตัวภายในระบบสถาบันการเงินและธุรกิจประกันภัย จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันวิกฤตการณ์ลุกลาม
วิกฤตการณ์พลังงานโลกในปัจจุบันกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ปัญหากำลังการกลั่นที่หายไปกว่า 5.3 ล้านบาร์เรลต่อวันจากภัยสงครามได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อตัวใหม่
สำหรับประเทศไทย ปัญหาหนี้สะสมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่า 80,000 ล้านบาท ประกอบกับความตึงตัวของราคาพลังงานในช่วงฤดูกาลปลายปี เป็นสัญญาณเตือนให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบการต้องตระหนัก เร่งวางแผนประหยัดการใช้พลังงาน และพิจารณาปรับตัวไปสู่การใช้งานพลังงานสะอาดหรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางต้นทุนในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB